บันทึก

ข้อกำหนด Pay-When-Paid ในสัญญาช่วง

ถ้าถามผู้รับเหมาช่วงส่วนใหญ่ว่าคาดว่าจะได้รับเงินเมื่อไหร่ คำตอบที่ได้มักจะเป็นเงื่อนไขการชำระเงินในสัญญา 30 วัน 45 วัน หรือ 60 วัน แต่สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือประโยคสามบรรทัดถัดไปที่บอกว่า ภาระหน้าที่ในการจ่ายเงินของผู้รับเหมาหลักขึ้นอยู่กับการที่เขาได้รับเงินจากเจ้าของงานก่อน

ประโยคนั้นคือข้อกำหนด pay-when-paid พบบ่อยในสัญญาช่วงไทยและบังคับใช้ได้ตามกฎหมาย ทำความเข้าใจว่ามันบอกอะไรและไม่บอกอะไร คือความต่างระหว่างแผนวางบิลที่วางได้จริงกับแผนที่มีอยู่แค่บนกระดาษ

ข้อกำหนด pay-when-paid บอกอะไรกันแน่

ถ้อยคำอาจต่างกันไป แต่โครงสร้างหลักเหมือนกัน คือผู้รับเหมาหลักจะชำระเงินให้รับเหมาช่วงภายในจำนวนวันที่กำหนดหลังจากตนเองได้รับเงินจากเจ้าของงานสำหรับงานส่วนนั้น

สิ่งที่ตามมามีสองอย่าง อย่างแรก นาฬิกาการชำระเงินไม่ได้เริ่มตั้งแต่คุณวางบิล แต่เริ่มเมื่อผู้รับเหมาหลักได้รับเงินจากเจ้าของงาน ถ้าเจ้าของงานจ่ายช้า ดีเลย์รอบการจ่าย หรือโต้แย้งงานส่วนที่ไม่เกี่ยวกับคุณ เงินของคุณก็ค้างอยู่โดยที่ผู้รับเหมาหลักไม่ผิดสัญญา

อย่างที่สอง สัญญาช่วงไทยส่วนใหญ่ไม่มีวันสิ้นสุดชัดเจนในข้อนี้ ไม่มี backstop คือวันสูงสุดที่ต้องจ่าย ไม่ว่าเจ้าของงานจะจ่ายหรือไม่ก็ตาม ต่างจากเงื่อนไขเครดิตทั่วไปที่นาฬิกาเริ่มนับตั้งแต่วันวางบิลและสิ้นสุดที่วันตายตัว ข้อกำหนดที่ไม่มี backstop อาจระงับการจ่ายได้นานตราบเท่าที่เจ้าของงานยังไม่จ่ายผู้รับเหมาหลัก

ทำไมข้อนี้จึงสำคัญกว่าเงื่อนไขการชำระเงิน

เงื่อนไขการชำระเงินบอกคุณว่าช่วงเครดิตนานแค่ไหนหลังนาฬิกาเริ่มเดิน ส่วนข้อ pay-when-paid บอกว่านาฬิกาจะเริ่มเดินเมื่อไหร่

ผู้รับเหมาช่วงที่วางบิลงวดวันที่ 5 โดยมีเงื่อนไข 45 วัน คาดว่าจะได้เงินก่อนวันที่ 20 ของเดือนถัดไป แต่ภายใต้ข้อ pay-when-paid ความคาดหวังนั้นเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อผู้รับเหมาหลักได้รับเงินจากเจ้าของงานทันเวลา ถ้าการเรียกเก็บของผู้รับเหมาหลักถูกโต้แย้งหรือดีเลย์อยู่เหนือขึ้นไป วันที่ 5 และ 45 วันนั้นอาจไม่มีความหมายต่อเวลาที่เงินจะเคลื่อน

ความเสี่ยงดีเลย์จึงมีสองชั้นที่อยู่เหนือคุณขึ้นไป คือความเสี่ยงที่ผู้รับเหมาหลักดีเลย์การวางบิลกับเจ้าของงาน และความเสี่ยงที่เจ้าของงานดีเลย์การจ่ายผู้รับเหมาหลัก ทั้งสองชั้นนั้นอยู่ต้นน้ำจากใบวางบิลของคุณ

สี่อย่างที่ต้องอ่านในข้อสัญญา

เงื่อนไขหรือไม่มีเงื่อนไข “ผู้รับเหมาหลักจะจ่ายภายใน 45 วันหลังวางบิล” ไม่มีเงื่อนไข “จะจ่ายภายใน 45 วันหลังได้รับเงินจากเจ้าของงาน” มีเงื่อนไข อย่างแรกให้วันที่ตายตัว อย่างหลังให้วันที่ลอย ความต่างสองอย่างนี้ไม่เสมอไปที่จะเห็นชัดในการอ่านครั้งแรก

มีวันสูงสุด (backstop) หรือไม่ บางสัญญาเพิ่มข้อจำกัดไว้ว่า ภายใน 45 วันหลังได้รับเงินจากเจ้าของงาน หรือไม่เกิน 90 วันปฏิทินหลังวางบิล แล้วแต่อย่างไหนถึงก่อน การมี backstop แปลงวันที่ลอยให้กลายเป็นวันที่มีขอบเขต ถ้าไม่มีในสัญญาที่คุณอ่าน ให้ขอเพิ่มก่อนเซ็น

งานส่วนไหนที่ผูกกับการจ่าย ข้อที่ผูกการจ่ายของคุณกับการจ่ายของเจ้าของงานสำหรับ “งานส่วนนั้น” แคบกว่าข้อที่ผูกกับ “การชำระเงินใดๆ จากเจ้าของงานในโครงการนี้” ข้อพิพาทที่ไม่เกี่ยวกับงานของคุณก็อาจล็อคเงินของคุณได้ถ้าไม่มีการจำกัดขอบเขตนี้

มีกลไกให้คุณขอทราบได้หรือไม่ บางสัญญาระบุว่าถ้าผู้รับเหมาหลักยังไม่ได้รับเงินจากเจ้าของงานภายในระยะหนึ่ง คุณมีสิทธิ์ขอคำชี้แจงหรือแผนการจ่ายเป็นลายลักษณ์อักษร ข้อนี้สร้างจุดเริ่มต้นสำหรับเอกสาร ถ้าไม่มี คุณต้องพึ่งสิ่งที่ผู้รับเหมาหลักยินดีบอกเองโดยไม่มีแรงกดดันใดๆ

ตัวอย่าง: สัญญาเดียวกัน ผลลัพธ์ต่างกัน

รับเหมาช่วงไฟฟ้าสองรายเซ็นสัญญากับผู้รับเหมาหลักเดียวกัน สัญญาของรายแรกมีข้อ pay-when-paid มาตรฐาน ไม่มี backstop สัญญาของรายที่สองมีข้อเดียวกัน แต่เพิ่มบรรทัดว่า “ในทุกกรณี การชำระเงินต้องเกิดขึ้นไม่เกิน 90 วันปฏิทินนับจากวันที่วางบิล ไม่ว่าเจ้าของงานจะจ่ายแล้วหรือยัง”

ทั้งสองวางบิลงวดเดียวกันในวันเดียวกัน เจ้าของงานโต้แย้งงานงวดของผู้รับเหมาหลักและดีเลย์การจ่าย 50 วัน

รายแรกไม่มีวันที่ชี้ได้ ผู้รับเหมาหลักไม่ผิดสัญญา

รายที่สองมีวันที่ชี้ได้คือวันที่ 90 วันที่ 91 มีจุดเริ่มต้นที่ชัดเจนสำหรับการทวงถามเป็นทางการ

backstop แปลงข้อกำหนดแบบมีเงื่อนไขให้มีขอบเขต งานของทั้งสองรายไม่ถูกโต้แย้ง ถ้อยคำในสัญญาคือความต่างเดียวระหว่างผลลัพธ์สองแบบนี้

ทำอะไรได้เมื่อเซ็นสัญญาไปแล้ว

คุณเปลี่ยนข้อสัญญาหลังเซ็นไม่ได้ แต่มีสองสิ่งที่ยังอยู่ในมือคุณ

อย่างแรกคือเอกสารของตัวคุณเอง ข้อกำหนด pay-when-paid ไม่ได้ลดความสำคัญของการวางบิลให้ตรงเวลาและครบถ้วน แต่กลับเพิ่มขึ้น เพราะนาฬิกาการจ่ายของเจ้าของงานมักเริ่มจากใบวางบิลของผู้รับเหมาหลัก และผู้รับเหมาหลักจะวางบิลได้ก็ต่อเมื่องวดของคุณเสร็จและมีเอกสารครบ การดีเลย์จากฝั่งคุณดีเลย์ทั้งสายต้นน้ำ ใบวางบิลที่ออกแล้วของคุณคือจุดเริ่มต้นของสายนั้น ไม่ใช่ปลายทาง

อย่างที่สองคือบันทึกการตรวจรับแต่ละงวด ใบตรวจรับที่ลงชื่อพร้อมวันที่ บวกใบวางบิลที่ออกแล้วพร้อมวันที่ คือหลักฐานพื้นฐานถ้าเกิดข้อสงสัยว่างานเสร็จเมื่อไหร่และวางบิลเมื่อไหร่ ถ้าไม่มีบันทึกนี้ ไม่ว่าสัญญาจะเขียนว่าอะไร ก็ไม่มีจุดเริ่มต้นสำหรับการดำเนินการใดๆ เป็นลายลักษณ์อักษร

FAQ

การวางบิลเร็วช่วยได้ไหมเมื่อมีข้อ pay-when-paid

การวางบิลทันทีหลังตรวจรับเสร็จทำให้งานฝั่งคุณอยู่ในกรอบเวลา ผู้รับเหมาหลักไม่สามารถอ้างความดีเลย์จากฝั่งคุณเป็นสาเหตุที่สายต้นน้ำยังไม่เกิดขึ้น และยังให้บันทึกที่ชัดเจนว่าคุณทำหน้าที่ของตัวเองครบเมื่อไหร่ สิ่งนี้สำคัญที่สุดถ้าต้องยกระดับเป็นการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในภายหลัง

ต่อรองให้เอาข้อ pay-when-paid ออกได้ไหม

ลองได้ และการต่อรองขอ backstop มักสำเร็จได้บ่อยกว่าการขอเอาข้อนี้ออกทั้งหมด ผู้รับเหมาหลักส่วนใหญ่ไม่ยอมเอาออกเพราะความเสี่ยงจากเจ้าของงานต้นน้ำมีจริง แต่ backstop 90 ถึง 120 วันมักต่อรองได้โดยไม่ยากนัก เพราะมันมีผลเฉพาะในสถานการณ์พิเศษ ไม่ใช่รอบการจ่ายปกติ การต่อรองทำได้ผลที่สุดก่อนเซ็น ไม่ใช่หลัง

ถ้าผู้รับเหมาหลักไม่แจ้งว่าตัวเองได้รับเงินจากเจ้าของงานแล้ว

ถ้าคุณไม่รู้ว่าเจ้าของงานจ่ายแล้วหรือยัง คุณก็ไม่รู้ว่านาฬิกาของคุณเริ่มเดินแล้วหรือยัง ข้อสัญญาที่ให้คุณขอยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรได้ หรือมี backstop ช่วยปิดช่องข้อมูลนี้ ถ้าไม่มี คุณต้องพึ่งสิ่งที่ผู้รับเหมาหลักยินดีบอกเอง ในทางปฏิบัติ การส่งคำถามเป็นลายลักษณ์อักษรถึงฝ่ายบัญชีผู้รับเหมาหลักถามสถานะการจ่ายจากเจ้าของงาน ก็สร้างบันทึกที่มีวันที่แม้การตอบกลับจะช้า


ถ้าอยากตรวจสอบข้อการชำระเงินในสัญญาที่กำลังจะเซ็น การคุย 45 นาทีเป็นจุดเริ่มต้นที่ใช้ได้จริง เราเปิดข้อสัญญาด้วยกันแล้วนับว่าคุณกำลังตกลงอะไรก่อนงานเริ่ม

อยากรู้ไหมว่าปีนี้รอยต่อกินเงินคุณไปเท่าไหร่

จองคุย 45 นาที เราเปิดแฟ้มตรวจรับไปด้วยกัน แล้วนับว่ามีงวดไหนที่เขารับไปแล้วแต่ยังไม่มีใครวางบิล ตัวเลขนั้นเป็นของคุณ ไม่ว่าสุดท้ายจะได้ร่วมงานกันหรือไม่

จองเวลาคุย

สัปดาห์ละเรื่อง เรื่องการเดินงานรับเหมาโดยไม่ให้เงินหายตามรอยต่อ

บันทึกสำหรับผู้รับเหมาที่เก็บเงินเป็นงวด · ไม่มีสแปม ยกเลิกได้ทุกเมื่อ

LINE